ข่าวหุ้น Alphabet Inc. (GOOG)
NASDAQรวมข่าวล่าสุดของ GOOG จากตลาดสหรัฐอเมริกา · 322 ข่าว
ARM ราคาหุ้นปรับฐาน 35% นักวิเคราะห์แนะซื้อ เป้าหมาย $345
Arm Holdings (NASDAQ:ARM) เผชิญแรงขาย 35% จากจุดสูงสุด โดยมีราคาเป้าหมายจากนักวิเคราะห์ที่ $345 ด้วยความมั่นใจ 90% แม้ว่า P/E จะสูงถึง 402 เท่า แต่การเติบโตของรายได้และกำไรยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการรุกตลาด CPU สำหรับศูนย์ข้อมูล AI ที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง $100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2030 📈 ปัจจัยเสี่ยงยังคงมีอยู่ เช่น การแข่งขันและคดีความต่างๆ
SpaceX (SPCX) มูลค่า 2.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่รายได้ปี 2025 เพียง 18.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
SpaceX (SPCX) มีมูลค่าตลาดสูงถึง 2.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่มีรายได้รวมในปี 2025 เพียง 18.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งต่ำกว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าธุรกิจ Starlink และ AI จะมีศักยภาพการเติบโตสูง แต่ก็เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้เล่นรายใหญ่หลายราย 🚀 SpaceX มีการเผาเงินสดใน Q1 ถึง 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และยังไม่สามารถทำกำไรได้ โดยมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ราคาหุ้นต่อยอดขาย (P/S) สูงกว่า 100 เท่า ซึ่งอาจสะท้อนมูลค่าที่สูงเกินจริงไปมาก
Alphabet เข้าร่วม Dow Jones, หุ้น Dividend ที่น่าสนใจสำหรับเดือนกรกฎาคม
Alphabet (GOOGL, GOOG) ได้เข้าร่วมดัชนี Dow Jones Industrial Average อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน โดยเข้ามาแทนที่ Verizon Communications (VZ) เพื่อเพิ่มการกระจายความเสี่ยงในอุตสาหกรรมโฆษณา คลาวด์ และ AI อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่เน้นเงินปันผล หุ้น Dow Jones อื่นๆ เช่น Honeywell Technologies (HON), Amgen (AMGN) และ Chevron (CVX) ถูกมองว่าน่าสนใจกว่าในเดือนกรกฎาคมนี้ โดย Honeywell ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่, Amgen มีการเติบโตของเงินปันผลและมีโอกาสจากยาใหม่, และ Chevron ได้รับประโยชน์จากการเข้าซื้อ Hess และแหล่งน้ำมันใหม่ใน Guyana ⛽️
Alphabet vs Micron: หุ้น AI ตัวไหนน่าสนใจกว่ากัน
บทวิเคราะห์เปรียบเทียบหุ้น Alphabet (GOOG/GOOGL) และ Micron Technology (MU) ในฐานะหุ้น AI โดย Alphabet มีกลยุทธ์ AI ที่กว้างขวางและกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกด้าน รวมถึง Gemini และ Cloud Computing ที่มีรายได้เติบโต 63% ใน Q1 ในขณะที่ Micron ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ กำลังได้รับประโยชน์จากความต้องการที่พุ่งสูงจากการสร้าง Data Center ทั่วโลก โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 346% ในไตรมาสล่าสุด อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า Alphabet เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในระยะยาว (10 ปีขึ้นไป) เนื่องจากความเสี่ยงของตลาดหน่วยความจำที่อาจเปลี่ยนแปลงไปหลังการสร้าง Data Center สิ้นสุดลง ส่วน Micron แม้จะให้ผลตอบแทนที่น่าทึ่งในระยะสั้นและมี Valuation ที่น่าสนใจ แต่ก็มีความเสี่ยงด้านการดำเนินงานหลังปี 2027
Jim Cramer ชี้ NVIDIA ราคาถูกที่ P/E 22 เท่า แนะนักลงทุนควรมีหุ้น
Jim Cramer มองว่า NVIDIA (NVDA) มีมูลค่าที่น่าสนใจ โดยซื้อขายที่ระดับ 22 เท่าของกำไร แม้จะมีคู่แข่งอย่าง Google, Amazon, Tesla และ Broadcom ที่พยายามแย่งส่วนแบ่งการตลาด แต่ Cramer ยังคงเชื่อมั่นว่านักลงทุนควรมีหุ้น NVIDIA ไว้ในพอร์ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบริษัทประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนจำนวนมากเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น 🚀
Alphabet, Microsoft, Nvidia โชว์ผลประกอบการแกร่ง Q1 ตลาดหุ้นดีสุดตั้งแต่ปี 2020
ตลาดหุ้นไตรมาสแรกของปี 2020 ดีที่สุด โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี Alphabet (GOOG) มีรายได้ Q1 เพิ่มขึ้นกว่า 21% แตะเกือบ 1.1 แสนล้านดอลลาร์ โดย Google Cloud เติบโต 63% Microsoft (MSFT) รายได้ Q3 FY26 โต 18.3% และธุรกิจ AI ทำรายได้ต่อปี 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ Nvidia (NVDA) ยังคงเป็นผู้นำด้านชิป AI แม้จะมีการขายทำกำไรบ้าง แต่รายได้รวมกว่า 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์ และ Gross Margin 75% ยังคงแข็งแกร่ง
Meta, Alphabet, Broadcom แกร่งด้วย AI แม้เศรษฐกิจชะลอตัว
แม้ตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐฯ เดือนมิถุนายนจะต่ำกว่าคาดที่ 57,000 ตำแหน่ง สะท้อนเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เน้น AI ยังคงแข็งแกร่ง Meta Platforms (META) ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการโฆษณาและสร้างรายได้, Alphabet (GOOG) เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจ Cloud, YouTube และ AI Infrastructure, ส่วน Broadcom (AVGO) เป็นผู้ผลิตชิป AI ที่มีรายได้และกำไรเติบโตสูง โดยเฉพาะในไตรมาสล่าสุด รายได้พุ่ง 143% YoY และมี Operating Margin 67% 📈
IMF: หนี้ภาคธุรกิจ AI เสี่ยงกว่าฟองสบู่ตลาดหุ้น การกู้ยืมพุ่งสูง
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินที่เกิดจากการกู้ยืมของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เพื่อลงทุนใน AI โดยเฉพาะปัญหาการจับคู่ระยะเวลาของสินทรัพย์และหนี้สิน (maturity mismatch) บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Alphabet, Amazon, Meta, Microsoft และ Oracle ได้ออกหุ้นกู้รวม 1.59 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 ซึ่งสูงกว่ายอดกู้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาทั้งหมด 📈 แม้ว่านักลงทุนจะยังคงให้ความสนใจในหุ้นกลุ่ม AI แต่ก็มีสัญญาณชะลอตัวของการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เช่น ศูนย์ข้อมูล
Meta รายงานกำลังสร้างธุรกิจคลาวด์แข่ง Amazon-Microsoft หวังสร้างรายได้จาก AI
Meta Platforms (META) กำลังพัฒนาธุรกิจคลาวด์เพื่อขายพลังประมวลผล AI และโมเดล AI ให้กับนักพัฒนาภายนอก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้จากโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ลงทุนไปจำนวนมาก 💰 แม้แผนนี้ยังอยู่ในช่วงพัฒนาและยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นสัญญาณบวกที่อาจช่วยเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่นอกเหนือจากธุรกิจโฆษณา 📈
บริษัทปรับกลยุทธ์ใช้จ่าย AI หลังค่าใช้จ่ายพุ่ง
บริษัทต่างๆ กำลังปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้จ่ายด้าน AI จากเดิมที่เน้น "tokenmaxxing" หรือการใช้ AI ให้มากที่สุด มาเป็นการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังพบค่าใช้จ่ายสูงเกินคาด 📈 การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้บริษัทต่างๆ หันมาจัดซื้อ AI โดยตรงจากผู้พัฒนาเพื่อควบคุมต้นทุน และมองหาโซลูชันที่รวม AI ไว้ในบริการหลัก เช่น Salesforce หรือ ERP แทนการจัดซื้อแยก ทำให้ผู้พัฒนา AI เช่น OpenAI และ Anthropic ต้องปรับปรุงเครื่องมือให้มีความโปร่งใสมากขึ้น เพื่อรักษาฐานลูกค้า 💡
Google ไล่ตาม Nvidia สู่บริษัทมูลค่าสูงสุดโลก - มูลค่าตลาด 4.38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
Google กำลังไล่ตาม Nvidia ในฐานะบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าตลาดใกล้เคียงกันที่ 4.38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับ 4.78 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ของ Nvidia แม้ Nvidia จะเป็นผู้นำในตลาด AI แต่ Google มีความได้เปรียบจากการควบคุมโมเดล AI, โครงสร้างพื้นฐาน, การกระจายสินค้า และอุปสงค์โดยตรง Google มีรายได้เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Google Cloud ที่มี backlog สัญญาที่ยังไม่ได้เรียกเก็บมูลค่ากว่า 4.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีนักวิเคราะห์แนะนำซื้อทั้งหมด 58 ราย
IBM แต่งตั้ง Stagwell เป็นพันธมิตรสร้างแบรนด์ระดับโลก เน้น AI, Hybrid Cloud, Quantum
IBM แต่งตั้ง Stagwell เป็นพันธมิตรสร้างสรรค์ระดับโลก เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์แบรนด์และการเปิดตัวแคมเปญทั่วโลก โดยมุ่งเน้นการสื่อสารแบรนด์ให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ AI, Hybrid Cloud และ Quantum การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างเรื่องราวที่สอดคล้องกันสำหรับผู้ซื้อองค์กรและรัฐบาล ซึ่งอาจส่งผลต่อการแข่งขันกับคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Microsoft, Amazon และ Google Cloud 📈 อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงที่การลงทุนด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ส่งผลให้เกิดการเติบโตของซอฟต์แวร์และโครงสร้างพื้นฐานตามที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากลูกค้ามีความระมัดระวังในการลงทุนใหม่ๆ ⚠️
Trump Accounts เปิดตัว: ลงทุนใน ETF ต้นทุนต่ำ S&P 500
บัญชีลงทุน Trump Accounts ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม โดยเงินทุนเริ่มต้นจะถูกนำไปลงทุนใน State Street Spider portfolio S&P 500 ETF ซึ่งมีค่าธรรมเนียมต่ำสุด (2 basis points) เพื่อให้เข้าถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้อย่างกว้างขวาง ในอนาคตจะมีการเพิ่ม ETF ต้นทุนต่ำอื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง เช่น iShares Core S&P 500 ETF และ Vanguard Total Stock Market ETF บัญชีนี้เป็นรูปแบบการออมเงินสำหรับเด็กที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยรัฐบาลจะสมทบทุน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับเด็กที่เกิดระหว่างปี 2025-2028 และเปิดให้บุคคลทั่วไปและนายจ้างร่วมสมทบทุนได้สูงสุด 2,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี
Circle (CRCL) ร่วง 17% หลังคู่แข่งเปิดตัว OUSD - Coinbase มีบทบาทสำคัญ
Circle (CRCL) เผชิญแรงขายหนัก หลังการเปิดตัว Stablecoin ใหม่ 'Open USD' (OUSD) โดยกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำกว่า 140 ราย ซึ่งมีเป้าหมายเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ Stablecoin จากการรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ย (float) ไปสู่การให้ผู้ใช้งานได้รับผลตอบแทนแทน 💰 นอกจากนี้ Coinbase ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของ Circle กำลังจะหมดสัญญาร่วมงานในเดือนสิงหาคมนี้ และมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมใน OUSD ด้วย
ส.ส. คลีโอ ฟิลด์ส พอร์ตลงทุน AI โต 72% ทุ่มซื้อ GOOG, MSFT
ส.ส. คลีโอ ฟิลด์ส จากพรรคเดโมแครต มีพอร์ตการลงทุนส่วนตัวมูลค่า 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และทำผลตอบแทนได้ถึง 72% โดยเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI อย่าง Oracle (ORCL), Alphabet (GOOG) และ Microsoft (MSFT) ซึ่งเขาได้เข้าซื้อหุ้นเหล่านี้ในช่วงเวลาที่น่าสนใจ ฟิลด์สยังได้เข้าซื้อหุ้น Quantinuum (QNT) ซึ่งเป็นหุ้นด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและ AI ที่เพิ่งเข้าตลาด และมีมูลค่าการถือครองใน GOOG และ MSFT เกินกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบริษัท การลงทุนของเขาแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น AI แม้จะถูกจับตามองเรื่องการซื้อขายหุ้นภายใน
ทรัมป์ทำเงิน 1.4 พันล้านดอลลาร์จากคริปโตฯ ในปี 2025 นักลงทุนขาดทุนหนัก
โดนัลด์ ทรัมป์ รายงานการทำเงินเกือบ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีในปี 2025 โดยมีรายได้หลักจากค่าธรรมเนียมเหรียญมีม (Trump meme coin) จำนวน 635.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการขายโทเค็น World Liberty Financial รวมถึงการขายหุ้นในบริษัท USD1 stable coin ขณะที่นักลงทุนในโทเค็นที่เกี่ยวข้องกับทรัมป์ขาดทุนหนักถึงประมาณ 98% นอกจากนี้ ข่าวยังกล่าวถึงการเปิดตัว stablecoin ใหม่ Open USD ที่มีบริษัทใหญ่เข้าร่วมหลายแห่ง เช่น Visa, MasterCard, Amex, Stripe, Blackrock, Google และ Coinbase ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพรวมของตลาดคริปโตฯ ในอนาคต 📈
Amazon Bedrock โต 170% Q/Q ดันรายได้ AWS AI ทะลุ $15 พันล้าน
Amazon กำลังสร้างความแข็งแกร่งในตลาด AI ผ่านแพลตฟอร์ม AWS Bedrock ซึ่งให้บริการเข้าถึงโมเดล AI หลากหลาย ช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้โมเดลที่เหมาะสมกับงานต่างๆ 🚀 รายได้จากธุรกิจ AI ของ AWS มีอัตราวิ่งต่อปีเกิน 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดย Bedrock มีการเติบโตของผู้ใช้บริการ 170% เมื่อเทียบรายไตรมาส สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กร 📈
Bitzero (AIBZ) เซ็นสัญญาเช่า 15 ปี มูลค่า 2.6 พันล้านดอลลาร์สำหรับศูนย์ข้อมูล AI
Bitzero (NASDAQ: AIBZ) ได้รับสัญญาเช่า 15 ปี มูลค่าประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์ สำหรับกำลังการผลิต 110 เมกะวัตต์ ที่ศูนย์ Namsskogan ประเทศนอร์เวย์ สัญญาดังกล่าวจะสนับสนุนคลัสเตอร์ GPU สำหรับ AI ระดับองค์กร การฝึกโมเดลขนาดใหญ่ และโครงการ AI ของรัฐบาล ข่าวนี้สะท้อนถึงความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกินกว่าที่อุตสาหกรรมจะสร้างได้ทัน ทำให้บริษัทที่มีความพร้อมด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานได้รับประโยชน์ 💡
หุ้นเทคฯ ครึ่งปีแรก 2026 แกร่งสุดตั้งแต่ปี 2023 นักลงทุนแห่เข้าหุ้น AI component
ภาคเทคโนโลยี (XLK) มีแนวโน้มทำผลงานครึ่งปีแรกของปี 2026 แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023 โดยปรับตัวขึ้นประมาณ 28% YTD จากแรงซื้อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI แม้ว่าหุ้นกลุ่ม 'Magnificent 7' บางส่วนจะเผชิญแรงกดดันก็ตาม นักลงทุนหันไปให้ความสนใจกับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน AI มากกว่าผู้ลงทุนรายใหญ่ที่ใช้จ่ายด้าน AI จำนวนมาก 🚀 หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยความจำ เช่น Micron, Western Digital, Seagate และ Intel ปรับตัวขึ้นมากกว่า 200% YTD
หุ้นเทคโนโลยีฟื้นตัว GOOGL เข้า Dow Jones - ข่าวหุ้นเทคโนโลยี
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีฟื้นตัวในวันจันทร์ หลังเผชิญสัปดาห์ที่ผันผวน โดย Nasdaq Composite ร่วง 4.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ปัญหาคอขวดในซัพพลายเชนหน่วยความจำส่งผลให้ต้นทุนส่วนประกอบ AI สูงขึ้น และความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนมหาศาลใน AI ยังคงกดดันนักลงทุน 💡 อย่างไรก็ตาม หุ้น Alphabet (GOOG, GOOGL) พุ่งเกือบ 5% หลังเข้าเป็นส่วนหนึ่งของดัชนี Dow Jones Industrial Average แทนที่ Verizon